วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จรวดไปดาวอังคาร


....จรวดไปดาวอังคาร....



หลังจาก NASA สิ้นสุดภาระกิจกระสวยอวกาศ ต่อมาก็มีข่าว NASA เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีการเดินทางอวกาศ  บวกกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกาจนโครงการหลายตัวของ NASA ถูกยกเลิก-ตัดงบ หลายคนก็คงวิตกกังวลว่าทิศทางเทคโนโลยีอวกาศของมนุษยชาติจะเป็นอย่างไรต่อไป? NASA จะยังพัฒนาการเดินทางอวกาศต่อหรือไม่?
แต่เมื่อวานนี้ (14 กันยายน 2011 ตามเวลาสหรัฐอเมริกา) NASA ได้เผยถึงต้นแบบระบบจรวดตัวใหม่ที่จะใช้ขนส่งนักบินอวกาศขึ้นไปในอวกาศ คราวนี้ NASA ดูจะเอาจริงและคำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางงบประมาณอยู่มากพอตัว
ระบบจรวดตัวใหม่ของ NASA ได้ชื่อว่า Space Launch System หรือย่อว่า SLS (ถ้าไม่ขี้เกียจจริง ตั้งชื่อแบบนี้ไม่ได้นะเนี่ย --- New York Times แซวว่าชื่อจริงๆ น่าจะเป็น "Senate Launch System" มากกว่า เพราะคนที่ผลักดันโครงการนี้ให้ผ่านอย่างออกนอกหน้าคือสมาชิกวุฒิสภาสองท่าน Kay Bailey Hutchison จากเท็กซัส {ที่ตั้ง NASA Mission Control} และ Bill Nelson จากฟลอริด้า {ที่ตั้งฐานปล่อยจรวดของ NASA}) รูปแบบของ SLS แทบจะเหมือนกับจรวด Saturn V ที่ใช้ขน Apollo ไปดวงจันทร์ ต่างกันแค่ว่า SLS ถูกออกแบบมาให้สามารถปรับปรุงเสริมต่อได้มากกว่าเพื่อที่จะเอาไปใช้ในภารกิจที่หลากหลายได้ (ประหยัดงบนั่นเอง)





รูปวาดแสดงต้นแบบของ SLS ภาพซ้ายมือคือ SLS ในขั้นแรก และภาพทางขวามือคือ SLS ขั้นสุดยอดหลังจากพัฒนาเสร็จสิ้น 




ระบบขับเคลื่อนของ SLS จะใช้ระบบไฮโดรเจนเหลวและออกซิเจนเหลวเป็นหลัก โดยระบบเครื่องยนต์หลักจะเป็นเครื่องยนต์ RS-25D/E ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากโครงการกระสวยอวกาศและโครงการ Constellation (โครงการหลังนี่เพิ่งโดนสั่งยกเลิกไป) และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนชั้นบนจะเป็นเครื่องยนต์ J-2X แต่ว่าในช่วงแรกของการทดสอบพัฒนานั้นอาจจะยังมีการใช้จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (solid rocket boosters) ร่วมด้วยไปก่อนเพื่อลดงบประมาณและความเสี่ยงในการดำเนินงาน
ในขั้นแรก แรงยกสัมภาระของ SLS จะอยู่ที่ประมาณ 70-100 เมตริกตัน แต่หลังจากพัฒนาไปเรื่อยๆ NASA หวังว่าจะสามารถเพิ่มแรงยกไปได้ถึง 130 เมตริกตัน (เทียบกับ Saturn V มีแรงยก 120 เมตริกตัน) โดย NASA ตั้งเป้าว่าการทดสอบบินโดยไม่มีมนุษย์จะเสร็จสิ้นในปี 2017 ภายใต้งบประมาณ 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ผู้เชี่ยวชาญหลายคนไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้มากนัก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา NASA เลื่อนเป้าหมายและขอเพิ่มงบตลอด)
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภารกิจหลักของ SLS จะเป็นการขนส่งมนุษย์ขึ้นไปกับ Orion Multi-Purpose Crew Vehicle ซึ่งเป็นแคปซูลอวกาศที่โคจรในวงโคจรระดับต่ำ (low Earth orbit) แต่เป้าหมายสูงสุดของ NASA จริงๆ คือการพานักบินอวกาศไปร่อนลงปักธงบนดาวอังคาร (เรื่องปักธงบนดาวอังคารนี้ NASA ไม่ได้กำหนดเป้าหมายตายตัวหรือรับรองอย่างเป็นทางการ)







อ้างอิงโดย:http://jusci.net/node/2040







วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หิมะเกิดจากอะไร



หิมะเกิดจากอะไร





ลมหนาวพัดมาอีกแล้ว! ฤดูหนาวดูเหมือนจะเป็นฤดูที่วัยรุ่นไทยชอบที่สุดก็ว่าได้ ทำให้น้องๆหลายต่อหลายคนตั้งตารอให้ถึงฤดูหนาวเร็วๆเพื่อจะสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น ช่วงนี้เลยเห็นน้องๆหลายคนหยิบเสื้อกันหนาวออกมาใส่กันบ้างแล้วโดยเฉพาะน้องๆที่อยู่ต่างจังหวัดจะสัมผัสอากาศหนาวได้มากกว่าในกรุงเทพฯ


น้องๆเป็นเหมือนกันบ้างหรือเปล่า? อากาศหนาวย่างกรายเข้ามาเมื่อใดเป็นอันต้องนึกถึงหิมะขึ้นมาซะอย่างงั้น  แล้วจริงๆเจ้าหิมะมันเกิดจากอะไร แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง วันนี้พี่มีความรู้เรื่องหิมะมาฝาก
หิมะ เกิดจากละอองน้ำในชั้นบรรยากาศ เกิดการเกาะรวมตัวกันหรือที่เรียกว่าการควบแน่น (Deposition - การที่ไอน้ำ เปลี่ยนเป็นน้ำแข็งโดยไม่ผ่านสถานะของเหลว Process กลับกันเรียกว่า Sublimation) ในชั้นบรรยากาศ ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 C (32 F) และตกลงมา ในสภาวะความชื้นที่เหมาะสม อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียกว่าเกล็ดละอองหิมะ  จับตัวรวมกันเป็นก้อน หิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส
เกล็ดหิมะจะมีลักษณะเป็นคล้ายรูปดาว โดยส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม(หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih)  ดังรูป




ภาพโดย : วิลสัน เบ็นท์ลีย์(Wilson Bentley) ค.ศ. 1902




- คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ
- 1 อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น ความตึงผิว หรือ โฟนอน(phonon)
- 2 คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่นๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือนๆกัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน
 อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่ไม่มีเกล็ดหิมะใดที่มีรูปร่างเหมือนกันนั้นไม่ถูกต้อง เกล็ดหิมะสองเกล็ดนั้นมีโอกาสเหมือนกันได้ เพียงแต่โอกาสนั้นน้อยมาก American Meteorological Societyได้บันทึกการค้นพบเกล็ดหิมะที่มีรูปร่างเหมือนกันโดย แนนซี่ ไนท์(Nancy Knight) ซึ่งทำงานที่National Center for Atmospheric Research ผลึกที่ค้นพบนั้นไม่เชิงเป็นเกล็ดหิมะซะทีเดียวที่เป็นรูป ปริซึมหกเหลี่ยมกลวง (hollow hexagonal prism)
*หลายคนเข้าใจว่า อากาศจะต้องเย็นจัดหรือหนาวจัด จึงจะสามารถเกิดหิมะได้ แต่ในความเป็นจริง หิมะสามารถเกิดขึ้นได้ หากในบรรยากาศขณะนั้น มีอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่ เหมาะสม ดังนั้นขณะที่มีการเกิดหิมะ อุณหภูมิเหนือผิวโลก จึงไม่จำเป็นต้องเย็นจัด นั่นคือมีความเย็นไม่แตกต่างอย่าง Significant จากอุณหภูมิในวันที่หิมะไม่ตก









วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เตือน ขนมชายเเดนเสี่ยงตาย ชี้ผลไม้อบแห้งจีนเลี่ยงบริโภค


เตือน ขนมชายเเดนเสี่ยงตาย ชี้ผลไม้อบแห้งจีนเลี่ยงบริโภค




อย.เตือนนักท่องเที่ยวที่ชอบซื้อ ขนมที่วางขายตามจังหวัดชายแดนให้ ระวัง!! เจอของปลอมแถมไร้คุณภาพ ชี้กินบ่อยๆ อาจถึงขั้นเสียชีวิตพร้อมแนะ ซื้อของกินต้องดูฉลากที่ได้รับอนุญาต จาก อย.พร้อมระบุเป็นภาษาไทยเท่านั้น ชี้ขนมกรุบกรอบ ผลไม้อบแห้งจากประเทศจีนอันตรายสุดๆ เลี่ยงได้ควรเลี่ยง

ขนมบรรจุถุงสีสันสดใส หลากสไตล์ให้ผู้คนได้เลือกซื้อเพื่อเป็นของฝากของกำนัล มีอันตรายอย่างไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะขนมและผลไม้อบแห้งที่นำเข้าจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาตามแนวชายแดนไทยนับพันๆ ชนิด ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย.กำลังเร่งตรวจสอบคุณภาพของขนม ดังกล่าวและยังมีปฏิบัติการทลายแหล่งบรรจุไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องนี้ ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการ อย. บอกกับ "ผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์" ว่าปัจจุบัน อย. ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบแหล่งผลิตอาหาร ขนมขบเคี้ยว ที่มีขายตามท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะขนมที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีวางจำหน่ายตามจังหวัดตะเข็บชายแดนทั่วประเทศ

ปัจจุบันการปลอมแปลงขนมมีอยู่ 3 ลักษณะคือ

1.การนำเข้าขนมคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศจีน มาเลเซีย เพราะไม่มีการแสดงฉลากเป็นภาษาไทย และไม่มี การรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่ามีส่วนประกอบใด และอันตรายมากน้อยเพียงใด

2. ผู้ประกอบการในประเทศไทยจงใจผลิตขนมเลียนแบบขนมที่วางขายอย่างถูกต้อง อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลอกเลียนแบบบรรจุภัณฑ์ภายนอกเหมือนกับผลิตภัณฑ์ที่ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ออกมาวางขายในราคาเพียง 1-2บาท แต่ระบุไว้เพียงคำว่ารสต้มยำ โดยไม่มีการยืนยันผู้ผลิต-ส่วนประกอบ ตราสัญลักษณ์ อย.

3.พฤติกรรมของผู้ประกอบการที่ไปตระเวนรับซื้อขนมที่หมดอายุ ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หีบห่อฉีกขาดจากโรงงาน จากนั้นนำมาใส่บรรจุภัณฑ์ใหม่และวางขายในราคา ถูก ตรงนี้นับเป็นพฤติกรรมที่อันตรายที่สุด

ขนมที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน จะวางขายในจังหวัดแนวชายแดน ขนมที่ผู้ประกอบการตั้งใจเลียนแบบหรือนำมาบรรจุหีบห่อใหม่จะมีวางขายทั่วประเทศ แต่ส่วน ใหญ่จะอยู่ในหมู่บ้าน ชุมชน ชนบท เพราะ กลุ่มเป้าหมายของผู้ขายคือตลาดล่าง อีกทั้ง ยังพบว่าขนมเหล่านี้มีวางขายในโรงเรียนด้วย ส่วนขนมที่หมดอายุหรือไม่ได้มาตรฐาน ทั้งหมดโรงงานต้องทิ้ง แต่ผู้ประกอบการในภาคอีสานมักจะไปตระเวนซื้อแล้วนำมาบรรจุให้หีบห่อย่อยตั้งขายราคาถูก โดยแหล่งใหญ่อยู่ที่ จ.สุรินทร์ซึ่งขณะนี้ อย.กำลังเร่งดำเนินการเข้าไปตรวจสอบโดยให้สาธารณสุขแต่ละจังหวัดเป็นแม่งานร่วมกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือ เป็นอย่างดี
 
รองเลขาธิการ อย.อธิบายต่อไปว่า โดยทั่วไปขนมกรุบกรอบจะมีอันตราย เนื่องจากมีความหวาน มัน เค็ม เมื่อเด็กรับประทานเข้าไปจะได้รับน้ำตาล เกลือ และไขมัน ในปริมาณที่เกินความพอดี แต่ในกรณีเด็กตามแนวชายแดนจะยิ่งอันตรายมากกว่า เพราะมีโอกาสได้รับเชื้อรา แบคทีเรีย สีผสมอาหาร ที่ไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาเข้าสู่ร่างกายได้

"ตอนนี้ที่ อย.กำลังจับตามองเป็นพิเศษคือผลไม้อบแห้งที่นำเข้าจากประเทศจีน เพราะมีการสุ่มตรวจแล้วพบว่ามีการใช้สารต้องห้ามคือสารแซกทารีนซึ่งเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน สารเมลามีนและสารกันบูดในปริมาณเกินกว่า อย.กำหนด ซึ่งหากรับประทานมากไปอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต"

สำหรับประชาชนที่ต้องการซื้อขนม ต่างๆ ผลไม้อบแห้งตามจังหวัดชายแดนเป็นของฝากควรจะสามารถตรวจสอบเบื้องต้น โดยดูที่ฉลากที่ผ่านการพิจารณาของ อย.เป็นหลักและฉลากนั้นต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น ให้ระวังว่าหากไม่มีภาษาไทยไม่ควรเสี่ยงซื้อมาเป็นของฝากหรือรับประทานเป็นอันขาด










อ้างอิงโดย  :  http://www.arayanewspaper.com

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เลอโนโวเปิดตัว เเท็บเเล็บ Windows 8



  เลอโนโวเปิดตัว เเท็บเเล็บ Windows 8



ทั้งนี้เลอโนโวได้ซื้อแบรนด์ ThinkPad จาก IBM มาตั้งแต่ในปี 2005 ซึ่งสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษก็คือ ThinkPad Tablet 2 แท็บเล็ตที่มีขนาด 10.1 นิ้ว โดยเลอโนโวระบุว่า มันทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 8 สามารถรองรับอินพุทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานร่วมกับสไตลัส (ชนกับ Galaxy Note 10.1) พร้อมทังมีความสามารถในการเชื่อมต่อไร้สายด้วย 3G และ 4G และด้วยความที่มันได้รับการออกแบบให้เป็นแท็บเล็ตสำหรับการใช้องค์กรธุรกิจ คุณสมบัติเรื่องของความปลอดภัยจึงต้องมีให้ด้วยนั่นก็คือ Fingerprint Reader หรือระบบชีวมาตรที่ใช้ตรวจสอบ และระบุตัวตนของผู้ใช้ด้วยลายนิ้วมือ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีระบบจัดการทางด้านไอที และการให้บริการกับลูกค้าที่ใช้ในองค์กร
ThinkPad Tablet 2 จะทำงานด้วยโพรเซสเซอร์ Atom รุ่นใหม่ของ Intel และใช้ Windows 8 Pro ตัวเครื่องมีความหนาเพียง 9.8 มม. และเบามากๆ แค่ 1.3 ปอนด์เท่านั้น ทางเลอโนโวยังกล่าวอีกด้วยว่า ThinkPad Tablet 2 จะพร้อมวางตลาดได้ในวันเปิดตัว Windows 8 ช่วงเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี ทางบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องราคาของมัน ซึ่งคาดว่า ด้วยความทีมันเป็นแท็บเล็ตสำหรับผู้ใช้ในองค์กรธุรกิจ ราคาของมันจึงน่าจะสูงกว่าแท็บเล็ตสำหรับผู้ใช้ทั่วไป






วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คุณประโยชน์ 10 อันดับแรกของ Microsoft Office Access


คุณประโยชน์ 10 อันดับแรกของ Microsoft Office Access 


Microsoft Office Access 2007 ช่วยให้ผู้ที่ทำงานกับข้อมูลสามารถติดตามและรายงานข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ Microsoft Office Fluent และความสามารถในการออกแบบเชิงโต้ตอบที่ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไม่ต้องอาศัยความรู้ด้านฐานข้อมูลในเชิงลึก ผู้ใช้สามารถแบ่งปันข้อมูลร่วมกันผ่านทางเว็บโดยใช้รายการ Microsoft Office SharePoint Server 2007 ที่ๆ คุณสามารถแก้ไขและสำรองข้อมูลได้ ต่อไปนี้เป็น 10 หนทางที่ Office Access 2007 จะช่วยคุณ


    1. ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เร็วกว่า ด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ OFFICE FLUENT
OFFICE ACCESS 2007 ให้ประสบการณ์การใช้งานใหม่ ด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ OFFICE FLUENT และมุ่งเน้นผลลัพธ์ บานหน้าต่างการนำทาง และมุมมองหน้าต่างที่ปรากฏเป็นแท็บ แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์กับฐานข้อมูลมาก่อน ผู้ใช้จะสามารถเริ่มต้นติดตามข้อมูล และสร้างรายงานเพื่อที่จะตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

2.เริ่มต้นอย่างรวดเร็วโดยใช้โซลูชันที่สร้างไว้ล่วงหน้า
ด้วยไลบรารีของโซลูชันที่สร้างไว้ล่วงหน้าซึ่งมีหลากหลาย คุณสามารถเริ่มต้นติดตามข้อมูลของคุณได้ทันที ฟอร์มและรายงานได้รับการสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกของคุณ แต่คุณสามารถกำหนดโซลูชันเหล่านี้เอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการทางธุรกิจของคุณ ที่ติดต่อ การติดตามประเด็นปัญหา การติดตามโครงการ และการติดตามสินทรัพย์ เป็นเพียงโซลูชันสำเร็จรูปจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ใน Office Access 2007

    3. สร้างรายงานหลายรายงานที่มีมุมมองต่างๆ กันสำหรับข้อมูลเดียวกัน
การสร้างรายงานใน Office Access 2007 เป็นแบบ "what you see is what you get" (WYSIWYG) อย่างแท้จริง คุณสามารถปรับเปลี่ยนรายงานโดยมีผลลัพธ์ที่ปรากฏให้เห็นแบบเรียลไทม์และบันทึกมุมมองที่หลากหลายสำหรับผู้ชมในกลุ่มต่างๆ กัน บานหน้าต่างการจัดกลุ่มใหม่ พร้อมด้วยความสามารถในการกรองและเรียงลำดับ ช่วยให้คุณสามารถแสดงข้อมูลสำหรับการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด

    4. สร้างตารางอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกังวลกับความซับซ้อนของฐานข้อมูล
การตรวจหาชนิดข้อมูลโดยอัตโนมัติ ทำให้การสร้างตารางใน Office Access 2007 เป็นเรื่องง่ายเหมือนการทำงานกับตาราง Excel พิมพ์ข้อมูลของคุณ และ Office Access 2007 จะรับรู้เองว่าเป็นวันที่ สกุลเงิน หรือชนิดข้อมูลที่ใช้งานโดยทั่วไปอื่นๆ และคุณยังสามารถวางกระทั่งตาราง Excel ทั้งตารางใน Office Access 2007 เพื่อที่จะเริ่มต้นติดตามข้อมูลด้วยสมรรถนะของฐานข้อมูลได้อีกด้วย

     5. ใช้ประโยชน์จากชนิดเขตข้อมูลใหม่ๆ สำหรับสถานการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น
Office Access 2007 ใช้ชนิดเขตข้อมูลใหม่ๆ เช่น สิ่งที่แนบมาและเขตข้อมูลแบบหลายค่า คุณสามารถแนบเอกสาร รูปภาพ หรือกระดาษคำนวณเข้ากับระเบียนใดก็ได้ในโปรแกรมประยุกต์ของคุณ ด้วยเขตข้อมูลแบบหลายค่า คุณสามารถเลือกค่าได้มากกว่าหนึ่ง (เช่น มอบหมายงานให้คนหลายคน) ในแต่ละเซลล์

      6. เก็บและปรับปรุงข้อมูลของคุณจากแหล่งข้อมูลโดยตรง
ด้วย Office Access 2007 คุณสามารถสร้างฟอร์มได้โดยการใช้ Microsoft Office InfoPath 2007 หรือ HTML เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับฐานข้อมูลของคุณ และสามารถส่งฟอร์มดังกล่าวนี้ให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ผ่านอีเมล และใช้การตอบสนองของพวกเขานั้นเพื่อใส่และปรับปรุงตาราง Access ของคุณได้โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อมูลใดๆ ใหม่อีก

       7.ใช้ข้อมูลของคุณร่วมกันด้วย Microsoft Windows SharePoint Services
ใช้ข้อมูล Access ของคุณร่วมกับทุกคนในทีมโดยใช้ Windows SharePoint Services และ Office Access 2007 ด้วยสมรรถนะของโปรแกรมประยุกต์ทั้งสองที่ทำงานร่วมกัน เพื่อนร่วมทีมของคุณจะสามารถเข้าถึงและแก้ไขข้อมูล และดูรายงานแบบเรียลไทม์ได้โดยตรงจากส่วนติดต่อทางเว็บ

        8. ติดตามรายการ Windows SharePoint Services ด้วยความสามารถของไคลเอ็นต์ที่มากด้วยคุณลักษณะของ Office Access 2007
ใช้ Office Access 2007 เป็นส่วนติดต่อไคลเอ็นต์ที่มีคุณลักษณะสมบูรณ์แบบในการวิเคราะห์และสร้างรายงานจากรายการใน Windows SharePoint Services นอกจากนี้ คุณยังสามารถนำรายการมาใช้งานแบบออฟไลน์ และทำการเปลี่ยนแปลงให้ตรงกันเมื่อคุณเชื่อมต่อกับเครือข่ายอีกครั้ง ทำให้คุณสามารถทำงานกับข้อมูลได้สะดวกทุกเวลา

        9. ย้ายข้อมูลไปยัง Windows SharePoint Services เพื่อการจัดการที่ดีขึ้น
เพิ่มความโปร่งใสให้กับข้อมูลด้วยการย้ายข้อมูลไปยัง Windows SharePoint Services ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถสำรองข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ได้เป็นประจำ กู้คืนข้อมูลที่ถูกลบจากถังรีไซเคิล ติดตามประวัติการตรวจทานแก้ไข กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ซึ่งจะทำให้การจัดการข้อมูลดียิ่งขึ้น

         10. เข้าถึงและใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลายแห่ง
คุณสามารถใช้ Office Access 2007 เพื่อเชื่อมต่อตารางเข้ากับฐานข้อมูลของคุณจากฐานข้อมูล Access อื่นๆ กระดาษคำนวณของ Excel ไซต์ Windows SharePoint Services แหล่งข้อมูล Open Database Connectivity (ODBC) ฐานข้อมูล Microsoft SQL Server และแหล่งข้อมูลอื่นๆ แล้วใช้ตารางที่มีการเชื่อมโยงเหล่านี้เพื่อสร้างรายงานได้อย่างสะดวก สำหรับอ้างอิงในการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่มีความครบครันยิ่งกว่าเดิม














วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีการแปลงค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ โดยการใช้โปรแกรมเสริม



วิธีการแปลงค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ โดยการใช้โปรแกรมเสริม EXTENSIONS [C]

การนำข้อมูลเชิงพื้นที่มาใช้งานนั้น อีกปัญหาที่เจอบ่อยคือการที่ชั้นข้อมูล (Layer) แต่ละ Layer ไม่สามารถซ้อนทับ (Overley) กันได้ เนื่องมาจากการใช้ระบบค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ มี Map Datum ที่แตกต่างกัน เช่น Layer ของผม ค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ Map Datum เป็น UTM Indian 1975 เพื่อไปซ้อนทับกับข้อมูลที่เป็นระบบ UTM WGS84 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแปลง Layer ที่นำมาใช้งานให้เป็นระบบเดียวกันก่อนครับ
วิธีการและขั้นตอน
1) Copy ไฟล์ CoordCNV.avx มาไว้ที่ โฟลเดอร์ C:\ESRI\AV_GIS30\ARCVIEW\EXT32\
 
 2) เปิดโปรแกรม ArcView GIS โดยดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Shutcut ของโปรแกรม หรือทาง Start --->Programe สร้างหน้าต่าง (View) Add Theme ที่ต้องการ
ใส่เครื่องหมายถูก หน้ากล่องสี่เหลี่ยมให้แสดง (Display) ข้อมูล
3) เรียกใช้โปรแกรมเสริม (Extensions) ใช้เมนูคำสั่ง File ---> Extensions
4) จะปรากฏ Dialog box ของ Extensions ใส่เครื่องหมายถูก หน้ากล่องสี่เหลี่ยมของ แปลงค่าพิกัด คลิ๊กที่ปุ่ม OK เพื่อยืนยัน
 
5) จะปรากฏจะปรากฏเมนูคำสั่ง แปลงค่าพิกัด ที่ View คลิ๊ก Layer ที่ต้องการแปลงให้ Active เช่นของผมคือ Peat Swamp
6) เลือกเมนูคำสั่ง แปลงค่าพิกัด เลือกระบบค่าพิกัดที่ต้องการแปลง UTM Indian 1975 --> UTM WGS84
 
7) จะปรากฏ Dialog box โต้ตอบของ เปลี่ยนพิกัด UTM บน Indian 1975 เป็น UTM บน WGS84 ของผมอยู่ในโซนเดียวกัน คลิ๊กที่ปุ่ม OK เพื่อยืนยัน
 
8) จะปรากฏ Dialog box โต้ตอบของ การแปลงค่าพิกัดยีออเดติกอ้างอิง Indian 1975 ไปบน WGS84 ให้กำหนดค่า Datum ของ dX, dY และ dZ ของผมเอาตามค่า Default คลิ๊กที่ปุ่ม OK เพื่อยืนยัน
เครื่องจะ Run Process
 
9) คลิ๊กปิดและใส่เครื่องหมายถูก หน้ากล่องสี่เหลี่ยมของ Peat Swamp ให้ Display ใหม่อีกครั้ง
สังเกตุ Layer จะเปลี่ยนตำแหน่งจากพิกัดเดิม
 
หมายเหตุ ก่อนแปลงค่าพิกัดควรจะ Copy ข้อมูลต้นฉบับเก็บไว้ด้วยครับ





อ้างอิงโดย:http://share.psu.ac.th/blog/arcview/6708

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ความหมายของคำว่า "ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ( Geographic Information System ) GIS"

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้ เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคลื่อนย้าย ถิ่นฐาน การบุกรุกทำลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใช้งานได้ง่าย 





GIS เป็นระบบข้อมูลข่าวสารที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่สามารถแปลความหมายเชื่อมโยงกับสภาพภูมิศาสตร์อื่นๆ สภาพท้องที่ สภาพการทำงานของระบบสัมพันธ์กับสัดส่วนระยะทางและพื้นที่จริงบนแผนที่ ข้อแตกต่างระหว่าง GIS กับ MIS นั้นสามารถพิจารณาได้จากลักษณะของข้อมูล คือ ข้อมูลที่จัดเก็บใน GIS มีลักษณะเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ที่แสดงในรูปของภาพ (graphic) แผนที่ (map) ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงบรรยาย (Attribute Data) หรือฐานข้อมูล (Database)การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน จะทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะแสดงข้อมูลทั้งสองประเภทได้พร้อมๆ กัน เช่นสามารถจะค้นหาตำแหน่งของจุดตรวจวัดควันดำ - ควันขาวได้โดยการระบุชื่อจุดตรวจ หรือในทางตรงกันข้าม สามารถที่จะสอบถามรายละเอียดของ จุดตรวจจากตำแหน่งที่เลือกขึ้นมา ซึ่งจะต่างจาก MIS ที่แสดง ภาพเพียงอย่างเดียว โดยจะขาดการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับรูปภาพนั้น เช่นใน CAD (Computer Aid Design) จะเป็นภาพเพียงอย่างเดียว แต่แผนที่ใน GIS จะมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ คือค่าพิกัดที่แน่นอน ข้อมูลใน GIS ทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย สามารถอ้างอิงถึงตำแหน่งที่มีอยู่จริงบนพื้นโลกได้โดยอาศัยระบบพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Geocode) ซึ่งจะสามารถอ้างอิงได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ข้อมูลใน GIS ที่อ้างอิงกับพื้นผิวโลกโดยตรง หมายถึง ข้อมูลที่มีค่าพิกัดหรือมีตำแหน่งจริงบนพื้นโลกหรือในแผนที่ เช่น ตำแหน่งอาคาร ถนน ฯลฯ สำหรับข้อมูล GIS ที่จะอ้างอิงกับข้อมูลบนพื้นโลกได้โดยทางอ้อมได้แก่ ข้อมูลของบ้าน(รวมถึงบ้านเลขที่ ซอย เขต แขวง จังหวัด และรหัสไปรษณีย์) โดยจากข้อมูลที่อยู่ เราสามารถทราบได้ว่าบ้านหลังนี้มีตำแหน่งอยู่ ณ ที่ใดบนพื้นโลก เนื่องจากบ้านทุกหลังจะมีที่อยู่ไม่ซ้ำกัน















อ้างอิงโดย: http://www.gisthai.org/about-gis/gis.html#